กระทู้ฉายหนัง สปอยล์ต้นจนจบ บทสรุป Annabelle: Creation (2017) กำเนิดตุ๊กตาผีแอนาเบล  Annabelle: Creation (2017) on IMDb

• ผู้กำกับ: David F. Sandberg • ผู้เขียน: Gary Dauberman • นักแสดง: Miranda Otto, Stephanie Sigman, Anthony LaPaglia • เรื่องย่อ: เรื่องราวอดีตเบื้องหลังของการกำเนิดตุ๊กตาผีอนาเบล 20 ปีก่อน สองสามีภรรยาช่างทำตุ๊กตาได้สูญเสียลูกสาวสุดที่รักไปจากอุบติเหตุรถชน ไม่นานพวกเขาก็สามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณลูกสาวได้ และได้สร้างตุ๊กตาให้เธอสิงเพื่ออยู่กับพวกเขาตลอดไป… หลังจากนั้นพวกเขาก็ตัดสินใจเปิดบ้านให้เป็นที่พักพิงของเหล่าเด็กกำพร้ากับแม่ชีคนหนึ่ง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่งตำนานความหลอนของตุ๊กตาผีอานาเบล

เรื่องราวตุ๊กตาผีแอนนาเบลจากปี 2014 ซึ่งอยู่ในจักรวาลไล่ผีของ เอ็ด และ ลอร์เรน ที่เล่ากันว่าสร้างจากเรื่องจริง… แต่ภาค “การกำเนิดตุ๊กตาผีแอนนาเบล” นี้ไม่ได้สร้างจากเรื่องจริงครับ… นอกจากนั้นแล้ว ภาคนี้ยังสร้างความงงและมีอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลมากเลยเลย มาดูกันครับ… (ภาพตุ๊กตาแอนนาเบลในเรื่องจริง)

“คำชี้แจงกระทู้ฉายหนัง”

 a. กระทู้ฉายหนังไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากมีความรุนแรง
b. กระทู้ฉายหนังไม่ได้มีเจตนาในการละเมิดลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ หากเป็นเพียงการรีวิวผ่านทางรูปภาพเท่านั้น
c. กระทู้ฉายหนังเปิดเผยเนื้อเรื่องทั้งหมด หรือสปอยส์ 100% ซึ่งอาจทำให้ท่านเสียอรรถรสในชมภาพยนตร์
d. ภาพและความเห็นต่างๆ ทั้งหมดเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น และกรุณาใช้วิจารญาณในการรับชม


 เรื่องราวเริ่มจากครอบครัวสองสามีภรรยา”ซามูเอล” และ “อีสเตอร์” ทำฟาร์มและอาศัยในชนบทอันไกลโพ้นห่างจากตัวเมือง และอีกอาชีพหนึ่งคือ “ช่างทำตุ๊กตา” ในช่วงนั้นเขาได้สร้างตุ๊กตาแอนาเบลที่ทำขายเพียงร้อยตัว (น่าจะได้แรงบันดาลใจการสร้างจากลูกสาว) ซึ่งก็ขายดิบขายดีจนมีคนในเมืองถามหาซื้อตุ๊กตาตัวนี้ของเขาในร้านขายของเล่น…

สองสามีภรรยามีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ “แอนาเบล” หรือที่พวกเขาและคนอื่นมักเรียกเธอว่า busy bee (ผึ้งน้อยจอมยุ่ง) หรือเรียกสั้นๆว่า บี… วันหนึ่งขณะทั้งสามขี่รถกลับบ้านจากการไปโบสถ์ในเมืองมา รถก็เกิดเสียกลางทาง…

พ่อได้พยายามซ่อมล้อรถในขณะที่แม่และบียืนรออยู่ข้างๆ… และขณะนั้นมีรถกำลังมา แม่จึงพยายามจะโบกรถ แต่สามีห้ามและยืนยันจะซ่อมรถเองให้เสร็จ… ทันใดนั้น น็อตก็หลุดออกจากล้อที่พ่อซ่อมอยู่ แล้วกลิ้งไปกลางถนน…  บีได้วิ่งไปกลางถนนเพื่อหยิบน็อตมาให้ และนั่นก็ทำให้บีถูกรถชนเสียชีวิต… เสียงพ่อแม่กรีดร้องด้วยความเสียใจ ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็เลิกผลิตตุ๊กตาขาย (แต่ก็ไม่รู้ว่าทำตุ๊กตาแอนาเบลส่งขายไปกี่ตัวแล้ว)…


12 ปีต่อมา แม่ของบีได้ประสบอุบัติเหตุบางอย่างจึงต้องนอนอยู่แต่ในห้องและขยับไปไหนไม่ได้… และหลังจากนั้น ทั้งสองได้เปิดบ้านอุทิศให้เป็นที่พักพิงของเหล่าเด็กสาวกำพร้าและแม่ชี… โดยมีเด็กสาวทั้งหมดหกคน และแม่ชี 1 คน…

มีเด็กสองคนที่สนิทกันมากเป็นพิเศษ นั่นก็คือ “เจนิส” เด็กสาวป่วยเป็นโรคโปลิโอที่ต้องใช้ไม้ค้ำช่วยเดิน และอีกคนคือ “ลินดา” เด็กกำพร้าที่อายุยังน้อย… ทั้งสองสัญญากันว่า จะไม่มีวันพรากจากกัน จะไม่มีวันทิ้งกัน ซึ่งถ้ามีคนมาอุปถมป์มารับคนใดคนหนึ่งไปเลี้ยง พวกเขาก็ต้องเอาอีกคนไปเลี้ยงด้วย…

พอมาถึงบ้าน ซามูเอลก็พาทั้งหมดสำรวจบ้าน… เด็กๆต่างตื่นเต้นดีใจที่ได้บ้านใหม่กว้างใหญ่… เด็กสาวสี่คนได้แก่ แครอล, แนนซี่, เคท, เธอร์นี่ ได้พากันจองเตียงทั้ง 4 ในห้องนอนใหญ่… ทำให้ เจนิส และ ลินดา ต้องแยกไปนอนห้องริมสุด สภาพรก ที่มีเตียงสองชั้น… ซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องเก็บของทำตุ๊กตา… ส่วนซิสเตอร์ชาล็อตก็อยู่อีกห้องหนึ่ง ซึ่งมีลิฟท์รอกเลื่อนลงไปชั้นใต้ดิน…

 ซามูเอลกับคุณนายอีสเตอร์นอนอยู่ชั้นล่าง… ทุกคนในบ้านสามารถไปที่ไหนทำอะไรก็ได้ แต่มีกฏอย่างเดียวคือ ห้ามเข้าห้องลูกสาวเขาที่ตายไปแล้ว… เหล่าเด็กๆพากันไปเดินทัวร์นอกบ้านอย่างตื่นเต้นขณะที่ เจนิส ขอพักอยู่ในห้องเพียงลำพัง… ลินดาบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อน แต่เจนิสปฏิเสธเพราะไม่ชอบให้คนมาสงสาร… ลินดาจึงไปกับเพื่อนๆ

ไม่นานก็ถึงเวลาทานอาหารค่ำ ขณะที่ทุกคนกำลังสวดมนต์ก่อนทาอาหารนั้น เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นจากห้องคุณนายอีสเตอร์ที่อยู่ใกล้ๆ (เธอลุกจากเตียงไม่ได้ และสั่นกระดิ่งเรียกเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ)… หลังจากซามูเอลนำสวดเสร็จ เขาก็รีบไปหาภรรยาในห้อง ขณะที่ทุกคนเหลือบมองตาม แครอลแอบเดินตามไปดูก็เห็นหน้าคุณนายอีสเตอร์เหมือนตุ๊กตา…

ในคืนนั้น หลังจากที่ทุกคนนอนหลับแล้ว… เจนิสกลับนอนไม่หลับ… และอยู่ๆก็มีบางคนสอดกระดาษใต้ประตูมา… เจนิสเปิดดูและก็เจอข้อความเขียนว่า “หาฉันให้เจอ” (เกมส์ซ่อนหา ผ่านกระดาษที่เมื่อตอนบียังมีชีวิตอยู่มักเล่นกับพ่อ)

เจนิสเดินไปเรื่อยๆจนถึงหน้าประตูห้องของแอนาเบล และทันใดก็มีกระดาษสอดออกมาจากใต้ประตูห้อง มีข้อความว่า “ข้างในนี้” แล้วเสียงประตูห้องก็ปลดล็อค… เจนิสนึกว่าเพื่อนๆอยู่ในห้องนั้น เธอจึงเปิดประตูเข้าไปในห้อง… เจนิสเดินสำรวจห้องท่ามกลางความมืดด้วยความตื่นเต้น และก็หันเห็นบ้านของเล่นน่ารักชุดหนึ่งที่มีกุญแจวางไว้…

ซักพักก็มีเสียงบางอย่างดังมาจากตู้เสื้อผ้าข้างๆที่ล็อคไว้… เจนิสไม่รอช้า เธอรีบเอากุญแจในบ้านของเล่นมาปลดล็อค และก็เซอไพร์ส์!! มันคือตุ๊กตาผีแอนาเบลที่ถูกขังไว้นั่นเอง ซึ่งฝาผนังตู้ก็เต็มไปด้วยแผ่นกระดาษบทสวดมนท์จากไบเบิ้ล เปรียบเสมือนยันต์กันผีปีศาจแอนาเบลไม่ให้ออกจากตู้…

ด้วยความหลอน เจนิสรีบปิดตู้เสื้อผ้าทันที เธอเดินจากมาและจู่ๆตู้นั้นก็เปิดเอง… คราวนี้เจนิสโยนผ้าคลุมตุ๊กตาผีแอนาเบลไว้แล้วเดินจากมา… ขณะนั้นเอง ตุ๊กตาแอนาเบลข้างหลังเจนิสก็ลุกขึ้นยืนเดินตามมา… เจนิสเดินไปหยุดที่หน้าต่างก็เห็นซามูเอลจ้องมาทางเธอ.

ด้วยความกลัว เจนิสตัดสินใจเดินกลับห้อง และก็เจอกับตุ๊กตาแอนาเบลมีผ้าคลุมยืนอยู่ตรงหน้า… เจนิสตกใจอย่างหนัก แล้วตุ๊กตาผีก็ล้มลงกับพื้น… เจนิสรีบกลับไปนอนที่ห้องด้วยความกลัว

ขณะที่นอนอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงเท้าเดินมาที่หน้าประตู (ประตูเปิดไว้) ปรากฏว่าเป็นซามูเอลที่เดินมาเช็คนั่นเอง


เช้าวันต่อมา เหล่าสาวๆพากันมาเล่นนอกบ้านแถวๆบ่อน้ำ… แครอลและแนนซี่กำลังคุยกันเรื่องคุณนายอีสเตอร์ว่าเธอหน้าเหมือนตุ๊กตา และพูดเล่นๆว่าเธอถูกขังไว้ในบ่อน้ำนี้… ลินดาเดินเข้ามาว่าขอคุยด้วย… เหล่าสาวๆ แครอล, แนนซี่ และเคทต่างก็บอกว่าได้ แต่คุยกันเรื่องผู้ชาย… เจนิสปฏิเสธ “แหยะ ไม่เอาอ่ะ… มาเล่นซ่อนหากันเถอะ” แครอลตอบ “ได้แต่เธอก็ไปซ่อนสิ แล้วเราจะไปหา” เจนิสจึงรีบวิ่งไปซ่อน ขณะที่สาวๆหัวเราะเยาะตาม…


ตัดฉากมาด้านเจนิส ที่มาสารภาพบาปกับซิสเตอร์ชาล็อต เรื่องที่เธอทำผิดกฏแอบเข้าห้องต้องห้ามเมื่อคืน… เธอเล่าเรื่องตุ๊กตาแปลกประหลาดในห้องให้ซิสเตอร์ฟัง แต่ซิสเตอร์กลับไม่ฟังและว่าเจนิสที่แหกกฏ เพราะอาจทำให้เจ้าของบ้านไม่พอใจและไล่ทุกคนออกจากบ้าน… ซิสเตอร์ทำโทษเจนิสโดยให้สวดมนต์และแกะกล่องของที่จะเตรียมการสอนในห้องใหม่นี้…

ตัดฉากมาที่เหล่าสาวๆสี่คนที่เข้าไปสำรวจในโรงนา แล้วก็สดุดตากับหุ่นไล่กาสุดหลอน ที่ดูเหมือนคนถูกเอากระสอบครอบหัวอยู่… แครอลเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วผลักหุ่นไล่กา “แกกล้าดียังไง!” แล้วก็พากันหัวเราะ

ทางลินดาที่กำลังเข้าไปแอบในห้องใต้บันไดที่มืดมิด ซึ่งมีหน้าต่างกรงเหล็กเล็กๆที่ส่องดูผ่านบันไดได้…ขณะนั้นเธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากข้างหลัง… ลินดาค่อยๆเดินไปดูก็พบกับตุ๊กตาแอนาเบลที่นั่งบนเก้าอี้ในความมืด… เธอจ้องมันอยู่ซักพักแล้วมันก็หายไปต่อหน้าต่อตา…ด้วยความตกใจ ลินดาถอยหลังและสะดุดขั้นประตูจนล้มออกจากห้อง ขณที่สาวๆเข้ามาพอดีพร้อมพูดว่า “เจอตัวละ… ซ่อนไม่ค่อยเก่งเลยนะ”


ตัดฉากมาที่ซามูเอลกำลังซ่อมปิดประตูลิฟท์รอกเลื่อนให้ซิสเตอร์ชาล็อต… ซามูเอลหันไปเห็นรูปแม่ชีก็หยิบขึ้นมาดู… ซิสเตอร์ชาล็อตบอกว่า “รูปนั้นถ่ายในโนมาเนีย ที่นั่นติดต่อกับโลกภายนอกน้อยมาก ฉันสนิทกับสามคนนี้ที่สุด… นั่นซิสเตอร์มาเรีย… นั่นซิสเตอร์แอนนา… และนั่นซิสเตอร์ลูเซีย” ซามูเอลชี้ไปที่คนที่สี่ในรูปพร้อมถามว่า “นี่ใคร” ซิสเตอร์ชาล็อตตอบว่า “ไม่ทราบค่ะ ไม่คิดว่าฉันเคยพบเธอมาก่อน” (มันคือผีแม่ชีจากคองเจอริ่งภาคสองนั่นเอง…เชื่อมต่อกันกับจักรวาลคองเจอริ่ง) จากนั้นซามูเอลก็บอกราตรีสวัสดิ์และจากไป…

หลังจากที่ทุกคนหลับไป… แครอลและแนนซี่กลับนั่งเล่นกันใต้ผ้าห่มพร้อมไฟฉายหนึ่งอัน… ทั้งสองคุยล้อเลียนกันเรื่องคุณนายอิสเตอร์ที่เธอเป็นปีศาจและออกหากินคนเป็นอาหารเวลากลางคืน… ขณะที่ทั้งสองหัวเราะเยาะอย่างเมามันส์นั้นก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้น…ทั้งสองเริ่มขำไม่ออก เมื่อเสียงกระดิ่งของคุณนายเริ่มเข้ามาใกล้ๆ เรื่อยๆ…

ทันใดนั้นไฟฉายก็ติดๆดับๆ แครอลพยายามทุบให้ไฟฉายติดแต่ก็ไม่สำเร็จ… ทั้งสองมองเห็นเงาหญิงหลังค่อมผ่านผ้าห่มที่กำลังเดินเข้ามาหาพวกใกล้ๆ… ทั้งสองสั่นด้วยความกลัว ได้แต่ปิดตาและพูดว่า “อย่าๆๆ ได้โปรด”

ตู้ม!! ปีศาจหน้าขาวโผล่เข้ามาในผ้าห่มและจับหน้าแครอล ทั้งสองกรี้ดดังลั่น แล้วมันก็หายไป… เคทเปิดไฟแล้วซิสเตอร์ชาล็อตก็เข้ามาพอดี “พวกเธอทำอะไรกันน่ะ!” สองสาวตอบ “เธอเข้ามาในนี้ เมื้อกี้เธออยู่ตรงนั้น” ซามูเอลเข้ามาพอดีก็ถามว่า “ใครเหรอ” สองสาวยืนยันว่า “ภรรยาคุณ” ซามูเอลตอบ “เป็นไปไม่ได้หรอก เธอเดินไม่ได้มานานหลายปีแล้ว” ซักพักเสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง ทำให้ซามูเอลเดินจากไป

เช้าวันต่อมา ซิสเตอร์ชาล็อตและเด็กๆออกไปเล่นปิคนิคกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ แครอลและแนนซี่ต่างหน้าเศร้า… เจนิสพยายามถามทั้งสองว่าเรื่องเมื่อคืนจริงเหรอ… แนนซี่ตอบว่าใช้ แต่แครอลห้ามและบอกว่าเราหลอนกันไปเอง


ตัดฉากมาในบ้าน เสียงกระดิ่งดังขึ้น… ซามูเอลได้ขับรถออกไปข้างนอก ทำให้ซิสเตอร์ชาล็อตต้องเข้าไปช่วยคุณนายอีสเตอร์… คุณนายเอ่ยว่า “ขอน้ำซักแก้วหน่อยซิสเตอร์” ขณะนั้นเจนิสเดินมาแอบดูทั้งสองคุยกันโดยที่คุณนายนอนอยู่บนเตียงโดยมีผ้าม่านกั้นระหว่างซิสเตอร์ไว้… ซิสเตอร์เหลือบไปเห็นรูปเด็กผู้หญิงข้างเตียง คุณนายจึงเล่าให้ซิสเตอร์ฟังว่านั่นคือลูกสาวเธอที่ตายไปนานแล้ว…

ต่อมาเวลากลางคืนขณะที่ทุกคนนอนหลับอยู่ เจนิสก็ได้ยินเสียงเพลง “you are my sunshine” (เพลงที่บีชอบเปิดฟังก่อนนอน) ดังขึ้นมาจากห้องบี… เจนิสไม่ลังเล แม้เคยเจอความหลอนในห้องนั้นแล้วก็ยังจะกล้ากลับไปอีก… เจนิสเดินไปปิดม้วนเพลงในห้องนั่น และทันใดลินดาก็เข้ามาในห้อง…

“โอ่พระเจ้า เธอไม่ควรเข้ามาในนี้นะ ” เจนิสตอบว่า “เธอก็เหมือนกันแหละ” ลินดาเหลือบไปเห็นตุ๊กตาแอนาเบลบนเตียงก็ตกใจกลัวทันที.. ลินดาถามว่านี่ห้องใคร… เจนิสเล่าให้ฟังว่า “เป็นห้องลูกสาวคุณนายที่ตายไปแล้ว คิดว่าเธอนั่นแหละที่เป็นคนเปิดเพลงนั้น” (งงตรงที่รู้ว่าเป็นผีแต่ก็ไม่กลัว)

ขณะนั้นลินดาหยิบปืนลูกบอลของเล่น (ลูกบอลผูกเชือกติดกับปืน… ยิงไปแล้วกรอเชือกให้ลูกบอลกลับมา) เธอยิงลูกบอลใส่หน้าตุ๊กตาแอนาเบลที่นั่งอยู่บนเตียง “แล้วเรามาอยู่ในนี้ทำไม เราควรออกไป” ขณะนั้นเอง ตุ๊กตาแอนาเบลก็หันหน้ามาทางลินดา… ลินดามองด้วยความอึ้ง ขณะที่เจนิสถามว่า “ลินดา มีอะไรเหรอ” ลินดาตอบ “เราไม่ควรอยู่ในนี้” ว่าแล้วลินดาก็รีบเผ่นทันที “ฉันเผ่นก่อนล่ะ” ขณะที่เจนิสตัดสินใจอยู่ต่อคนเดียว

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เจนิสสำรวจสิ่งของของบีอย่างไม่กลัวอะไร (ทั้งๆที่รู้ว่าห้องนี้มันหลอนๆก็ยังกล้าอยู่ต่อ) ทันใดนั้นประตูก็ปิดดังปัง! อยู่ๆไฟในบ้านของเล่นจำลองก็เปิดขึ้น… เจนิสมองไปก็เห็นผีบีปรากฏอยู่ใกล้หน้าต่าง… เจนิสเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วถามว่า “เธอเป็นลูกสาวคนนั้นใช่มั้ย เกิดอะไรขึ้นกับเธอ” บีตอบว่า “ช่วยฉันได้ไหม” เจนิสถามต่อว่า “เธอต้องการอะไร”


“วิญญาณแกไง!!” ว่าแล้วมันก็ลากขาเจนิส เธอดิ้นรนคลานและเดินกระเผลกออกนอกประตูไป… เจนิสพยายามจะเข้าห้องเพื่อนๆและซิสเตอร์ แต่ประตูก็ปิดปังหมดทุกห้อง… เจนิสทั้งเรียกซิสเตอร์ชาล็อตและกรีดร้องอย่างดัง (แต่กลับไม่มีใครตื่นหรือได้ยิน) ไฟเริ่มดับหมด…

เจนิสรีบเดินไปที่เก้าอี้เลื่อนลงบันได (เก้าอี้สำหรับคนพิการลงบันไดมีสวิชต์กดขึ้นลง) เธอพยายามกดสวิชต์เลื่อนลง แต่พอลงไปได้เกือบสุดทางแล้ว มันกลับค่อยๆเลื่อนขึ้นมาที่เดิมขณะที่เจนิสพยายามดิ้นรน… จนเจนิสมาหยุดอยู่ที่เดิม

ตู้ม! ปีศาจคว้าตัวเจนิสลอยขึ้นบนเพดานแล้วโยนเธอลงพื้นชั้นล่างจนเธอสลบ (แล้วปีศาจก็ปล่อยให้เจนิสนอนอยู่นั่น)

เช้าวันต่อมา ตัดฉากมาที่ซามูเอลและซิสเตอร์ขับรถกลับมาพร้อมกับเจนิสที่ขาหัก ครั้งนี้เธอไม่สามารถเดินได้อีก ซึ่งต้องนั่งรถเข็นตลอด… เหล่าสาวๆต่างเป็นห่วงเจนิส… เจนิสเล่าให้ซิสเตอร์ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ว่าเธอไม่ได้ตบันไดลงมาเอง แต่ซิสเตอร์กลับไม่เชื่อ “ปีศาจมันกำลังตามล่าหนู มันอยากได้วิญญาณหนู เพราะหนูอ่อนแอที่สุด” ซิสเตอร์กลับตอบว่า “ปีศาจล่าเหยื่อที่มีศรัทธาอ่อนแอ ไม่ใช่ร่างกายอ่อนแอ” แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เจนิสเลิกกลัว

ตัดฉากมาที่ซามูเอล กำลังคุยกับคุณนายในห้อง “ผมว่าเราทำผิด ที่พาเด็กๆมาอยู่ด้วย… เด็กคนนั้นที่ตกลงมาน่ะ… บางทีเธออาจไม่ได้ตกมาเอง” คุณนายอีสเตอร์กลับตอบว่า “มันเป็นอุบัติเหตุ แค่นั้นเอง… บ้านเราเงียบมา 12 ปีแล้วนะ คุณควรเปิดใจเด็กๆพวกนี้… แทนที่จะทำให้กลัวจนหนีไป”


ตัดฉากมาที่เจนิสกำลังคุยกับลินดาที่โซฟาชั้นล่าง เพราะเจนิสขึ้นชั้นบนไม่ได้… ลินดาอยากให้เจนิสไปนอนด้วย เพราะเธอกลัวที่จะนอนคนเดียว แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้… ขณะลินดาเดินขึ้นไปชั้นสอง ผ่านห้องของบีก็เกิดได้ยินเสียงบางอย่างขึ้น… เธอจึงแอบมองผ่านรูประตูก็เห็นแอนนาเบลนั่งเก้าอี้และโยกไปมาอยู่… ด้วยความสงสัย ลินดาเปิดประตูแอบดูก็พบว่าตุ๊กตานั่นหายไปแล้ว… ลินดาไม่รอช้า รีบเผ่นกลับห้องทันที

ลินดานั่งจ้องหน้าประตู (แถมไม่ปิดประตู) พร้อมยิงปืนของเล่นไปในความมืดเรื่อยๆ แล้วหมุนเชือกให้ลูกบอลกลับมาใหม่… แต่ครั้งนี้เธอกลับหมุนลูกบอลกลับไม่ได้ เพราะผีดึงลูกบอลไว้จนปืนหลุดออกจากมือเธอ… ลินดาเห็นบางอย่างในความมืด ด้วยความตกใจสุดขีดเธอรับกระโดดขึ้นบนเตียงและแอบดูผ่านผ้าห่ม…จู่ๆไฟก็ดับและรอยเท้าเดินมาทางเตียงเธอ… ลินดามองตามและก้มลงมองที่เตียงชั้นล่าง ก็เห็นตุ๊กตาผีแอนาเบลนอนส่งยิ้มให้อยู่พร้อมมีมือปีศาจโผล่มา… ลินดารีบชะโงกหัวกลับมาและเผลอหลับจนเช้า… เธอเช็คเตียงชั้นล่างอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบอะไร

ตัดฉากมาที่ซิสเตอร์ชาล็อตที่เข็นเจนิสออกมารับแดดและอากาศนอกบ้าน เพราะคิดว่าแสงแดดจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น… ขณะที่เด็กๆคนอื่นตากผ้ากันอยู่อีกฟาก…จู่ๆเสียงกระดิ่งก็ดังมาจากในบ้าน ซิสเตอร์ชาล็อตจึงต้องไปหาคุณนายอีสเตอร์… เจนิสเริ่มยิ้มได้ แต่ทันใดนั้นเอง บางอย่างก็ขยับรถเข็นเธอ…

เจนิสคิดว่าเป็นซิสเตอร์ชาล็อต แต่พอหันไปดูมือกลับเป็นสีม่วงและมองไม่เห็นใบหน้า (อันนี้ไม่น่าจะเป็นผีแม่ชีจากคองเจอริ่งสอง แต่น่าจะเป็นปีศาจแปลงกายเป็นซิสเตอร์ชาล็อต) … มันเข็นเจนิสเข้าโรงนาใกล้ๆ ขณะที่เจนิสกรีดร้องอย่างดัง แต่ไม่มีใครได้ยิน…

เมื่อเจนิสล้มจากรถเข็นในโรงนาแล้ว ประตูก็ปิดทันที… เจนิสพยายามเอื้อมจับรถเข็น แต่รถเข็นก็กระเด็นออกทันที… ประตูโรงนาเริ่มสั่น มันกำลังต้อนเจนิสให้จนมุมและคลานเข้าไปในความมืด… ทันใดนั้นปีศาจก็มาในรูปบี… คลานมาหาเจนิสอย่างเร็วแล้วคลายน้ำสีดำบางอย่างใส่ปากเจนิส…

ทุกคน”เพิ่ง”จะได้ยินเสียงเจนิส ซิสเตอร์และลินดาก็รีบวิ่งมาดู ปรากฏว่าเจนิสนั่งอยู่บนรถเข็น “หนูแค่ออกไปไม่ได้” ซิสเตอร์ถาม “เธอโอเครึเปล่า” เจนิสตอบพร้อมยิ้มหลอนๆว่า “หนูโอเค” (ณ ตอนนี้ปีศาจได้สิงร่างของเจนิสไปแล้ว) ลินดาสังเกตุได้ว่า เจนิสปิดปกติไป เธอคุยกับเพื่อนๆทุกคนเรื่องนี้ ขณะที่แครอลบอกว่าลินดาคิดไปเอง

เช้าวันต่อมาลินดาเล่าเรื่องที่เจนิสแปลกไปให้ซามูเอลฟัง พร้อมกับเรื่องที่เธอและเจนิสแอบเข้าไปในห้องบีแล้วพบตุ๊กตาด้วย ซามูเอลตกใจอย่างหนักเมื่อได้ยินเรื่องตุ๊กตา พร้อมบอกลินดาก่อนรีบเดินจากไปว่า “อยู่ให้ห่างจากตุ๊กตานั่น!”

ตัดฉากมาที่ซามูเอลเข้าไปในบ้านก็ได้ยินเสียงฮัมเพลงโปรดของบี… เขาเดินเข้าไปเรื่อยๆจนถึงห้องทานอาหารก็เห็นตุ๊กตาแอนาเบลนั่งอยู่บนเก้าอี้มุมสุด พร้อมมีกระดาษวางอยู่บนโต้ะเขียนว่า “เจอตัวแล้ว” ทันใดเจนิสก็เดินเข้ามาพร้อมฮัมเพลง… มันคือปีศาจ ซามูเอลยกไม้กางเขนใส่แล้วเดินหน้าเข้าหา… ปีศาจใช้พลังหักนิ้วเขาที่กำไม้กางเขนทีละนิ้ว และในที่สุดก็ฆ่าเขา (ได้ยินแต่เสียงกระดูกหัก)…

ขณะที่ซิสเตอร์และเด็กๆช่วยกันขนของชำจากรถอยู่ก็ได้ยินเสียงร้องของซามูเอลในบ้าน เธอบอกให้เด็กๆรออยู่นี่และรีบวิ่งไปดูคนเดียวแล้วก็พบศพซามูเอลอยู่ที่พื้น… รถมารับศพซามูเอล แล้วซิสเตอร์ก็ไล่เด็กๆไปนอน…


ตกดึกลินดาแอบมาหาเจนิสชั้นล่างคนเดียว เธอรีบคว้าตุ๊กตาแอนาเบล หวังจะเอาไปทิ้งที่บ่อน้ำ… ขณะที่ลินดาวิ่งออกไปคนเดียวพร้อมตะเกียงนั้น ซิสเตอร์ก็เห็นเธอทางหน้าต่างในห้องและจากนั้นก็รีบตามลินดาไป… ขณะที่ลินดาเดินไปที่บ่อน้ำ ก็มีเงาบางอย่างเดินตามเธอมา เธอจึงรีบวิ่งเร็วขึ้น…

ขณะที่ลินดากำลังจะหย่อนตุ๊กตาแอนาเบลลงในบ่อนั้น ซิสเตอร์าล็อตก็โผล่มาพอดี “ลินดา! ทำอะไรอยู่น่ะ” ลินดาตอบ “ตุ๊กตานี่ มันทำร้ายเจนิสและมันก็ฆ่าคุณซามูเอล หนูจะกำจัดมัน!” ว่าแล้วลินดาก็ปล่อยตุ๊กตาลงในบ่อแล้วเดินกลับพร้อมซิสเตอร์

ขณะลินดาเดินกลับนั้น เธอก็เปลี่ยนใจและหันไปก้มมองดูในบ่อ (ก้มมองดูแบบไม่กลัวอะไร) และทันใดนั้น ตู้ม! มือปีศาจโผล่ขึ้นมาดึงลินดาลง… ลินดาพยายามดิ้นรนและกรีดร้องลั่น ขณะที่ซิสเตอร์ชาล็อตมาดึงและช่วยเธอไว้ทันแล้วรีบปิดฝาบ่อ… ทั้งสองวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตกลับไปที่บ้าน…

ลินดารีบวิ่งมาหาเจนิสด้วยความดีใจ “เจนิส ฉันกำจัดมันไปแล้ว ฉันกำจัดตุ๊กตานั่นแล้ว!” ว่าแล้วลินดาก็ดึงผ้าห่มที่คลุมเจนิสออก… เซอไพรส์ มันคือตุ๊กตาแอนาเบล!! ลินดากรี๊ดลั่น… ซิสเตอร์เรียกให้สาวๆไปตามหาเจนิส และเธอก็คว้าตุ๊กตาแอนาเบลนั่นไปถามคุณนายอีสเตอร์ที่นอนอยู่ในห้อง


“ตุ๊กตานี่มันเรื่องอะไรกัน!” คุณนายเห็นตุ๊กตาก็ตกใจสุดขีด “ไม่นะ! เอามันไปไกลๆฉัน!” แล้วซิสเตอร์ก็วางตุ๊กตาแอนาเบลไว้บนเก้าอี้… ในขณะที่คุณนายพึมพัมว่า “มันกลับมา… ฉันรู้ว่ามันกลับมา”


ซิสเตอร์ถาม “อะไรกลับมา” คุณนายตอบต่อว่า “ปีศาจร้าย” คุณนายเล่าให้ซิสเตอร์ฟังว่า หลังจากที่พวกเขาเสียลูกสาวไป… พวกเราอทิษฐานและสวดอ้อนวอนต่อทุกสิ่ง… เพื่อขอให้ได้เห็นลูกสาวอีกครั้ง… ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไร..

“และมันก็เกิดขึ้นทีละน้อยทีละน้อย… เรามั่นใจว่าเป็นเธอแน่… จนวันหนึ่งมันขออนุญาติเข้าสิงตุ๊กตา เพื่อจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป… และเราก็ตอบตกลง… แล้วมันก็แข็งแรงขึ้น จนในที่สุดเราได้เห็นลูกสาวเราอีกครั้ง บีสุดที่รักของเรา… ถึงแม้ว่าฉันจะกอดเธอไม่ได้ แต่มันก็ทำให้สบายใจพอที่จะลุกขึ้นทำอะไรอีกครั้ง”

“แต่ไม่นานเราก็รู้ว่า… นี่ไม่ใช่แอนาเบลของเราเลย” ย้อนกลับไปวันที่คุณนายเห็นปีศาจที่แกล้งทำเป็นลูกสาวเธอมาตลอด… เธอเดินเข้าไปในห้องบีแล้วเห็นเธอนั่งเล่นดื่มน้ำชากับตุ๊กตาแอนาเบล… มันกลายร่างเป็นปีศาจและเดินมาควักดวงตาเธออกข้างหนึ่ง เธอร้องลั่นและทำให้สามีเธอเข้ามาช่วยทัน…

คุณนายอีสเตอร์เปิดหน้ากากตุ๊กตาซีกหนึ่งออก เผยให้ซิสเตอร์เห็นรอยมือปีศาจที่ควักตาเธอ… “มันคือปีศาจชั่วร้าย มันใช้แอนาเบลเพื่อปั่นหัว จนยอมมอบวิญญาณให้มันสิงสู่… มันต้องการวิญญาณของฉัน แต่ซามูเอลติดต่อไปทางโบสถ์… พวกเขาปกป้องฉันไว้ แต่ปีศาจยังคงสิงอยู่ในตุ๊กตานั่น”

พวกเขาจึงเอามันไปขังเอาไว้ในตู้เสื้อผ้า… ทางโบสถ์ล็อคมันไว้ด้วยกระดาษบทสวดของพระผู้เป็นเจ้าแปะล้อมรอบผนังรวมทั้งน้ำมนต์ ทำให้มันสงบเงียบมานานหลายปี… พวกเขาคิดว่าการช่วยเหลือเด็กๆจะเป็นการชำระบาปที่พวกเขาปล่อยให้ปีศาจมาบนโลก… แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเขาให้สิ่งที่มันต้องการ นั่นคือ “ร่างสิงสู่” เจนิสนั่นเอง


สาวๆที่ไปหาเจนิสในห้องบี… เจนิสที่กำลังฮัมเพลงก็หันมาพร้อมถือมีด… เสียงสาวๆกรีดร้อง ทำให้ซิสเตอร์รีบวิ่งมาและบอกสาวๆให้ไปโทรหาตำรวจ… หลังจากโทรหาตำรวจแล้ว จู่ๆก็มีเสียงกระดิ่งดังมาจากห้องคุณนาย… สามสาวจึงรีบวิ่งไปดู ก็พบศพคุณนายครึ่งตัวบนตอกตะปูติดกับผนังอย่างน่าสยดสยอง…

ตัดฉากมาทางซิสเตอร์ที่ไปเรียกลินดาและเคทในห้องนอนให้รีบหนี… ทันใดนั้นเจนิสก็เข้ามาในห้อง… ซิสเตอร์เริ่มสวดมนต์ ขณะที่ปีศาจใช้พลังทำให้ตัวซิสเตอร์ค่อยๆลอยและทุ้มใส่ผนังข้างๆจนสลบ… ด้วยความกลัว ลินดาและเคทรีบวิ่งออกจากห้อง แต่เจนิสลากลินดากลับมา… เคทหนีไปรวมกับกลุ่มเพื่อนๆ

ตัดฉากมาที่กลุ่มสี่สาวที่วิ่งไปขึ้นรถ แครอลพยายามสตาร์ตเครื่องแต่ก็ไม่ติดซะที ขณะที่ไฟหน้ารถก็ติดๆดับๆส่องไฟไปยังหุ่นไล่กาที่ยืนพิงผนังอยู่ข้างหน้า… ซักพักมันก็หายไป… ทุกคนตกใจกลัวอย่างหนักจึงรีบหนีออกจากรถ แล้ววิ่งตรงไปทางโรงนา แครอลผลักประตูเข้าไปก่อนเพื่อน ขณะที่เพื่อนๆยืนอยู่หน้าประตูไม่ยอมเข้าไปด้วย เพราะเห็นหุ่นไล่กาแขวนติดผนังอยู่ในโรงนา…

แครอลที่เพิ่งรู้ก็รีบวิ่งออกมาจากโรงนา แต่สายเกินไป ประตูปิดปังต่อหน้า… แครอลสติแตก ร้องเรียกเพื่อนให้ช่วยเปิดประตูขณะที่เพื่อนๆก็หนีหายไป… ซักพักไฟในโรงนาก็ติดๆดับๆ หลอดไฟถูกหมุนจนตกมาแตก… หุ่นไล่กาเริ่มขยับ… หลอดไฟดวงสุดท้ายกำลังถูกหมุนอีกครั้ง… แครอลไม่รอช้า รีบคว้าบันไดแล้วปีนขึ้นไปหมุนหลอดไฟไว้จนปกติ แล้วก็หันไปมองหาหุ่นไล่กา… ตู้ม! ปีศาจโผล่มาข้างหลังแล้วบีบหลอดไฟแตก… มันคือปีศาจแรมที่สิงตุ๊กตาแอนาเบลนั่นเอง… แครอลตกบันไดไปนอนอยู่กับพื้นและเห็นปีศาจเกาะเพดานมองเธออยู่… เธอรีบวิ่งหนีไปหลบในห้องที่มีชิ้นส่วนของตุ๊กตาแขวนไว้เต็มห้อง… ขณะที่ประตูสั่นอยู่นั้น ก็มีมือมาจับตัวเธอ! มันคือแนนซี่ที่มาช่วยเพื่อนนั่นเอง แล้วทั้งสองก็หนีออกไปอย่างปลอดภัย…

ตัดฉากมาที่ลินดาที่ขังตัวเองไว้ในห้องซิสเตอร์ เธอไม่มีทางไปและสังเกตุเห็นลิฟท์รอกเลื่อน ลินดาตัดสินใจใช้ลิฟท์นั่นและดึงเชือกเลื่อนลิฟท์ลงไปเรื่อยๆท่ามกลางความมืด… ลินดาเลื่อนลิฟท์ไปเรื่อยๆจนไปถึงห้องคุณนายอีสเตอร์แล้วเดินลงจากลิฟท์พร้อมหยิบไฟฉายส่องดูรอบๆห้อง (ไฟฉายก็แทบส่องไม่เห็นอะไร – -“) จนไปเห็นเลือดที่ผนัง… ลินดาเลื่อนไฟฉายตามรอยเลือดไปเรื่อยๆก็เห็นศพคุณนายอีเตอร์ครึ่งตัวนอนอยู่…


ตู้ม!! คุณนายอีสเตอร์ครึ่งตัวคลานมาหาลินดาอย่างรวดเร็ว (ณ ที่นี้น่าจะเป็นปีศาจแปลงกายเป็นศพคุณนายอีสเตอร์) … ลินดาสติแตกกรี๊ดลั่นและรีบกระโดดขึ้นลิฟท์ แล้วรีบชักเชือกดึงลิฟท์ขึ้นไป…

ขึ้นไปได้กลางทางลิฟท์ก็ติด… มีเสียงบางอย่างกำลังไต่ตามขึ้นมาใต้ลิฟท์… ลินดาส่องไฟฉายดู ปรากฏว่าปีศาจแปลงกายเป็นเจนิสกำลังคลานขึ้นมา… มันยื่นมือขึ้นมาเกาะลิฟท์แล้วดึงลงเรื่อยๆ… ลินดาจึงใช้ไฟฉายทุบนิ้วมันจนปล่อย…

ลินดาตัดสินใจไต่เชือกขึ้นไปแล้วปิดประตูลิฟท์แล้วออกจากห้องไปตามหาซิสเตอร์ชาล็อต… ลินดาหยุดส่องหน้าต่างเห็นเจนิสยืนอยู่ข้างล่างที่ใช้มีดแทงตาตุ๊กตาของลินดาอยู่… ลินดารีบวิ่งไปหลบในห้องบีและแอบดูอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่มีตุ๊กตาแอนาเบลนั่งเก้าอี้อยู่ข้างในด้วย… ซักพักเจนิสก็เดินเข้ามาหาลินดา และเรียกหาเธอ…

ตู้ม! “เจอแกแล้ว” เจนิสเปิดตู้เสื้อผ้าออกแล้วลากลินดาออกมากดลงที่พื้น “แกจำได้มั้ยว่าถ้าฉันได้บ้านใหม่ แกจะมาด้วย… รู้มั้ยผิดคำสาบานจะเป็นไง… แกจะได้ไปลงนรกไง” เจนิสพูดพร้อมหยิบมีดขึ้นมาจะแทงลินดา ขณะนั้นเองซิสเตอร์ชาล็อตก็เข้ามา “เจนิส!” ซิสเตอร์ถือตุ๊กตาแอนาเบลมาล่อเจนิส มืออีกข้างถือสร้อยไม้กางเขน


เจนิสรีบวิ่งมาเอาตุ๊กตาแล้วใช้มีดแทงซิสเตอร์ชาล็อต แต่ซิสเตอร์ชาล็อตยกตุ๊กตาขึ้นมาบัง แล้วเอาสร้อยไม้กางเขนคล้องคอเจนิส… เจนิสหยุดชงักด้วยความตกใจ… “ยกโทษให้ฉันนะ” ซิสเตอร์ว่าแล้วก็จับเจนิสพร้อมตุ๊กตาแอนาเบล ผลักใส่ในตู้เสื้อผ้าแล้วปิดไว้ พร้อมผลักตู้วางของล้มทับประตูอีกที… เจนิสร้องลั่น “ไม่ๆ! ปล่อยฉันออกไปๆ!!”


ซักพักเสียงก็เงียบลง… ทั้งบ้านเริ่มสั่นและไฟติดๆดับๆ ซิสเตอร์ชาล็อตและลินดารีบวิ่งออกจากบ้านไปรวมกับเพื่อนๆที่เหลือ… ทันใดหลอดไฟทั้งบ้านก็แตกหมด ทุกอย่างเงียบสงบและไม่นานตำรวจก็มาถึง…

ตำรวจเข้าไปตรวจสอบในบ้าน… ในตู้เสื้อผ้าเป็นรูโหว่และพบแต่ตุ๊กตาแอนาเบลนั่งอยู่พร้อมสร้อยกางเขนที่วางอยู่บนพื้น… เจนิสหนีไปได้ และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่เจนิสแต่เป็นปีศาจ..

เช้าวันต่อมา ตำรวจที่ไปตาหาเจนิสมารายงายซิสเตอร์ชาล็อตว่าไม่เจอตัวเจนิส… ขณะที่บาทหลวงออกมาจากบ้านพร้อมอุ้มตุ๊กตาแอนาเบลและบอกกับทุกคนว่าบ้านนี้ได้รับการคุ้มครองและปีศาจไม่ได้อยู่นี่อีกต่อไปแล้ว… ลินดาถามว่า “แล้วตุ๊กตานั่นล่ะ” บาทหลวงตอบว่า “มันเป็นเพียงทางผ่านของปีศาจเพื่อสิงคน ตอนนี้มันไปที่อื่นแล้ว… ตอนนี้มันก็เป็นแค่ตุ๊กตา… เอาล่ะ มีใครอยากได้มันมั้ย” ทุกคนเงียบ

สุดท้ายตำรวจเป็นคนเอาตุ๊กตาไปเก็บเป็นหลักฐาน… ซิสเตอร์และเด็กๆย้ายออกจากบ้านไปยังที่อยู่ใหม่


ตัดฉากมาที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง… มีสามีภรรยามารับเด็กไปเลี้ยง และนั่นก็คือ เจนิส!! คนดูแลก็พาสองสามีภรรยามาหาเจนิส “หวัดดีจ่ะ เธอชื่ออะไรเหรอ” เจนิสยิ้มตอบ “แอนาเบลค่ะ”

“ชื่อน่ารักจังเลย เรามีของขวัญมาให้เธอด้วย” มันคือตุ๊กตาแอนาเบลที่จากเรื่องจริงนั่นเอง… เจนิสยิ้มด้วยความสุข


12 ปีต่อมา…  แอนาเบลโตเป็นสาวแล้วฆ่าพ่อแม่บุญธรรมทั้งสอง พร้อมกับแฟนหนุ่มจากลัทธิซาตาน… เสียงกรีดร้องของแม่บุญธรรมดังจนทำให้เพื่อนบ้านตื่น ซึ่งเพื่อนบ้านนี้ก็คือ มีอาและจอร์นจากแอนาเบลภาคแรกที่เผอิญว่ามีตุ๊กตาแอนาเบลอยู่พอดี (จอร์นซื้อให้มีอา)… พอมีอาได้ยินเสียงร้องจากข้างบ้าน เธอก็ปลุกให้สามีไปดูว่าเกิดอะไรชึ้น และเธอก็โทรเรียกตำรวจ…


“จุดเชื่อมต่อกับภาคแรก”

เมื่อเจนิสฆ่าพ่อแม่แล้ว เธอและแฟนหนุ่มบ้าลัทธิก็เข้ามาในบ้านมีอา มาเอาตุ๊กตาแอนาเบล แล้วฆ่ามีอา… ตอนนั้นตำรวจและแฟนหนุ่มก็กลับมาพอดี… เจนิสจึงปาดคอตัวเองแล้วเลือดก็หยดลงใส่ตุ๊กตาแอนาเบล นั่นแปลว่าปีศาจได้กลับเข้าไปสิงแอนาเบลอีกครั้ง…


“ฉากจบหลังเครดิต”

เป็นฉากที่ตุ๊กตาแอนาเบลนั่งบนเก้าอี้ในห้องมืดที่เต็มไปด้วยกระดาษเอกสารมากมาย…


“ฉากจบหลังเครดิตที่สอง”

โบสถ์ Abbey of st, ในคาร์ต้า โรมาเนีย ปี 1952 เป็นผีแม่ชีสุดหลอนจากคองเจอริ่งสองที่ค่อยๆลอยมา… ซึ่งก็แปลว่านี่เป็นเนื้อเรื่องแปลทางให้หนังแม่ชีโดยเฉพาะอย่างแน่นอน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าเรื่องนี้ 5 ปี เพราะ กำเนิดตุ๊กตาผีนี้เกิดขึ้นในปี 1957


“คำถามสุดฮิตเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ (ซึ่งผมก็งงเหมือนกัน) “

– ผีทั้งหมดในเรื่องใช่ตัวเดียวกันไหม?

ไม่ว่าจะเป็น ผีรูปร่างแม่ชีตอนเข็นเจนิสเข้าโรงนา ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเป็นผีแม่ชีจากเรื่องคองเจอริ่งสอง… ผมว่าน่าจะเป็นปีศาจแอนาเบลที่กลายร่างเป็นแม่ชีให้ดูเหมือนชาล็อต… รวมทั้งผีหุ่นไล่กาใช่ปีศาจ และผีครึ่งตัวคุณนายอีสเตอร์


รวมๆแล้วผีทุกตัวที่อยู่ในเรื่องน่าจะเป็นปีศาจแอนาเบลที่กลายร่างอยู่ในรูปผีตัวอื่นมากกว่า เช่นตอนที่มันกลายร่างเป็นผีบี เพื่อหลอกสองสามีภรรยาว่ามันคือลูกสาวพวกเขา และจะได้ขออนุญาติเข้าสิงตุ๊กตาได้ (การเข้าสิงตุ๊กตาก็เหมือนการขอเข้ามาอยู่ร่วมโลก การขอมามีตัวตน เพื่อจะได้หาร่างคนจริงๆสิงในขั้นตอนต่อไป นั่นก็คือ คุณนายอีสเตอร์)


“ทีนี้ถ้าลองมองในเคสที่ ผีแม่ชีมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

สมมุติว่าผีที่เข็นเจนิสเข้าโรงนาเป็นผีแม่ชีจากคองเจอริ่งจริงๆ… ผีคุณนายครึ่งตัวที่คลานหลอกลินดาก็อาจจะเป็นผีคุณนายอีสเตอร์จริงๆเพราะอย่างที่เรารู้จากคองเจอริ่งสองว่า “ผีแม่ชี สามารถบังคับและบงการผีอื่นๆได้” เป็นไปได้ว่าผีแมีชอาจบังคับผีคุณนายให้หลอกลินดา (ซึ่งก็ไม่สมเหตุสมผล) แต่ถ้าเคสนี้เป็นเรื่องจริงล่ะ แล้วผีหุ่นไล่กามันมาจากไหน… ซึ่งมันก็ไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี แต่ที่เรารู้ว่าอย่างหนึ่งในเรื่องที่เกียวข้องกับผีแม่ชีคือ ซิสเตอร์ชาล็อต… ตอนที่ซามูเอลถามถึงแม่ชีคนสุดท้ายในภาพ (ที่น่าจะเป็นผีแม่ชี) แต่ซิสเตอร์กลับตอบว่า ไม่รู้และไม่เคยพบมาก่อน… ซึ่งก็ยืนยันไม่ได้ว่าซิสเตอร์พูดความจริง… เพราะเธออาจโกกหและเก็บความลับบางอย่างเรื่องแม่ชีคนนี้ก็ได้… อันนี้ก็ต้องติดตามได้ในเรื่องผีแม่ชีที่จะมาในปี 2018


และนอกจากนั้นความไม่สมเหตุสมผลอื่นๆอีกมากมาย


“พลังปีศาจ”

อย่างที่เรารู้คือปีศาจที่สิงตุ๊กตาแอนาเบลถูกขังไว้ ทำให้มันทำอะไรไม่ได้มาก แต่มันก็ยังมีพลังในการเคลื่อนย้ายสิ่งของเล็กๆน้อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ที่เขียนข้อความในกระดาษแล้วล่อให้เจนิสมาเปิดประตูให้… ซึ่งถ้ามันมีพลังถึงขนาดนั้น แล้วทำไมไม่หยิบกุญแจในบ้านของเล่นแล้วปลดล็อคประตูเองล่ะ จริงไหม?


“เด็กๆบ้านนี้ใจกล้าดี”
อย่างเจนิสที่แม้จะรู้ว่าห้องนั้นหลอนขนาดไหน ก็ยังกล้าเข้าไปสำรวจคนเดียวขณะที่ทุกคนหลับอีก หรือลินดาที่เห็นตุ๊กตาผีแอนาเบลนั่งเก้าอี้โยกเยกอยู่ก็ดันมีการเปิดประตูแง้มดูโดยไม่กลัวอะไร… หรือแม้กระทั่งการแอบอุ้มตุ๊กตาไปโยนบ่อน้ำคนเดียวทั้งๆที่รู้ว่าตุ๊กตาผีสิง… (แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นแค่เด็ก)


“กรีดร้องหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ยิน แต่ตอนอยู่ไกลๆกลับได้ยินเฉย”

อันนี้ก็ไม่ได้อยากจะว่าทีมสร้างว่าห่วยหรืออะไร แต่มันไม่สมเหตุสมผลจริงๆที่เวลาเจนิสถูกผีหลอกแล้วกรีดร้องเรียกทุกคนเท่าไหร่ก็ยังไม่มีใครตื่น โดยเฉพาะเสียงปิดประตูดังปัง! ทีตอนสองสาวแครอลและแนนซี่เล่นใต้ผ้าห่มแล้วโดนผีหลอก กรี๊ดกันอยู่ในห้อง ทุกคนกลับตื่นเฉย… หรือจะเป็นตอนที่เจนิสถูกเข็นรถเข้าโรงนาก็กลับไม่มีใครได้ยิน


“การล่าวิญญาณ พร้อมเล่นสนุกของปีศาจ”

อีกอย่างที่เรารู้คือ ปีศาจตัวนี้มันต้องการวิญญาณของเจนนิสหรือร่างที่จะสิง… แต่มันเหมือนมีอารมประมาณว่า “ยังไม่เอาวิญญาณมันดีกว่า ขอเล่นสนุกก่อนแป๊ป” อย่างตอนที่ปีศาจได้ตัวเจนิสแล้วโยนเธอลงมาจากเพดาน ตอนนั้น มันสามารถเอาวิญญาณเจนิสหรือสิงเธอได้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะทุกคนก็หลับปานตายอยู่… นอกจากนั้นแล้วแกล้งหลอกเด็กคนอื่นๆไปมาเหมือนเล่นสนุก… ส่วนสามีภรรยาก็ยังไม่รู้เรื่อง


“การหลอกสลับกันไปมา”

ในตอนใกล้จบเราจะเห็นว่า ปีศาจตัวนี้แว๊บไปหลอกคนนั้นคนนี้ที ทั้งฝ่ายลินดา ทั้งฝ่ายสาวๆ แต่ถ้ามันต้องการตัวลินดา ทำไมไม่โฟกัสอยู่แค่กับลินดาคนเดียว หรือจัดการทีละคน… หนังเหมือนจะสนความสนุกสนานจนลืมความสมเหตุสมผล


“กำเนิดตุ๊กตาผี”

ก็อย่างชื่อเรื่องแล้ว มันน่าจะโฟกัสไปเรื่องการกำเนิดตุ๊กตาผีแอนาเบลมากกว่าว่าปีศาจตัวนี้มาจากไหน มาได้ยังไง… แต่เหมือนหนังจะไม่ค่อยใส่ใจเนื้อเรื่องนี้ เอาแต่เล่นผีไล่หลอกคนในบ้านไปเปล่าๆ… สังเกตุดูว่าจะมีตอนเดียวที่ทำให้เรารู้ประหวัดการกำเนิดตุ๊กตาผี คือตอนที่คุณนายเล่าให้ซิสเตอร์ฟัง ซึ่งเนื้อหาก็ไม่มาก และบทจะตายก็เพิ่งมาตาย…


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าขังตุ๊กตาผีไว้ในบ้าน!

รวมๆแล้วหนังเรื่องนี้ก็น่ากลัวและสนุก (ถ้าไม่ต้องคิดมากเรื่องสมเหตุสมผล) แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ คงไม่มีใครรู้นอกจากผู้กำกับหรือทีมงานล่ะ… มีความคิดเห็นแตกต่างหรืออย่างไร บอกต่อใต้คอมเมนท์ได้นะครับ ^^

Facebook Comments